000
ยินดีต้อนรับเข้าสู่...เว็บสาระ / ความรู้เรื่องเครื่องเสียง    
 
บอร์ดพูดคุย, ซื้อ-ขายเครื่องเสียง
>> audio-teams.com
>> noom-hifi.com
>> wijitboonchoo.com
>> hifi55.com  
>> sk-audiophile.com
>> htg2.net
นิตยสารเครื่องเสียง
>> what Hi-Fi? Thailand
>> The Wave
>> Audiophile-Videophile
>> gm2000.com
>> The Stereo
ร้านค้าเครื่องเสียง
>> Piyanas Electric
>> KS Sons Group
>> Conice (บ้านทวาทศิน)
>> อัศวโสภณ
>> munkonggadget.com
>> bkkaudio.com
 
ปรับขนาดตัวหนังสือ เช่น 15, 16, 18, 20, + + / ยกเลิกใส่ 0 :

หมวดหมู่ > บทความ > ปกิณกะ > มนุษย์แสบ...ทำให้เกิดแผ่นดินไหว...สู่วันโลกแตก
วันที่ : 13/06/2016
1,017 views

มนุษย์แสบ...ทำให้เกิดแผ่นดินไหว...สู่วันโลกแตก

โดย...อ. ไมตรี ทรัพย์เอนกสันติ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม (2009) มาร์คุส แฮริง (Markus Haring) สร้างแผ่นดินไหวขึ้นมาได้ 30 ครั้งด้วยความสั่นสะเทือนที่แรงที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้มีการบันทึกไว้คือ 3.4 ริกเตอร์ ในบาเซิล ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มาร์คุส แฮริง ไม่ใช่จอมวายร้ายทลายโลก แต่เขาเป็นนักธรณีวิทยาและเขาไม่ได้คิดมุ่งร้ายอะไร เขาจงใจอัดฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าไปในชั้นหินที่อยู่ลึกลงไปจากผิวโลก 3 ไมล์ เพื่อปั่นไฟด้วยวิธีการที่เรียกว่า “การเร่งเร้าความร้อนทางธรณีวิทยา”

จริงๆแล้ว มาร์คุส แฮริง ต้องการสร้างแผ่นดินไหวมากกว่าและเมื่อการวิเคราะห์แรงสั่นสะเทือนบ่งบอกว่าการสั่นมีจุดศูนย์กลาง (จุดกำเนิด) อยู่ที่แถวๆแท่นเจาะผลคือทางการบ้านเมืองปรับ มาร์คุส แฮริง มูลค่าเทียบได้ 9 ล้านเหรียญฯ ต่อการก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้าง

มาร์คุส แฮริง ถูกปล่อยตัวพ้นข้อหาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยข้อโต้แย้งที่ว่า เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะก่อให้เกิดความตื่นตระหนก หลังจากนั้น โครงงานของเขาถูกห้ามไปเมื่อปลายปีที่แล้ว มาร์คุส แฮริง เจริญรอยตามการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ที่คำนวณว่า มีโอกาส 15 เปอร์เซ็นต์ ถ้าพวกเรายังปล่อยให้มีการเจาะขุดต่อไป จะไปกระตุ้นการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ อันจะก่อความเสียหายได้มากกว่า 500 ล้านเหรียญฯ โดยนัยนี้ จะนำไปสู่การต้องหันกลับมานำโครงการเร่งเร้าความร้อนทางธรณีวิทยาในอเมริกามาพิจารณากันใหม่เสียแล้ว

โรงงานที่อาศัยความร้อนทางธรณีวิทยาโดยทั่วไปจะใช้พลังน้ำร้อนแรงดันสูงภายในชั้นโลก แต่บริเวณที่ไม่มีแหล่งน้ำพุร้อนใต้โลก นักวิทยาศาสตร์จะดึงพลังงานความร้อนของโลก โดยการเติมน้ำอัดลงไป

เทคนิคนี้ ทำโดยการขุดเจาะบ่อลึกลงไปใต้ชั้นหินที่ร้อน และอัดฉีดน้ำพลังแรงดันสูงลงไปยังหลุมนั้น ขณะที่น้ำพยายามแทรกเข้าไปยังเปลือกโลก มันได้ชำแหละจนเกิดรอยแยกใหม่ๆขึ้นมาในชั้นหินซึ่งจะดูดวับเอาความร้อนเข้าไป จากนั้นวิศวกรก็แค่ปั้มเอาน้ำที่ถูกทำให้ร้อนนี้กลับขึ้นมา และใช้ไอน้ำที่ได้ในการผลักดันหมุนเครื่องปั่นไฟ ในอเมริกามีการใช้วิธีการนี้ในการปั่นไฟระบาดไปทั่ว เนื่องเพราะเป็นแหล่งพลังงานที่ (อ้างว่า) ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม แถมมีต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ไม่แพงด้วย

ในอเมริกามีชั้นหินร้อนอยู่เยอะมากโดยเฉพาะตามรัฐในแถบตะวันตก เฉพาะปี 2009 ปีเดียวกระทรวงพลังงานต้องแบ่งส่วนรายได้จากค่าไฟมากว่า 100 ล้านเหรียญฯให้แก่โครงการ การเร่งความร้อนทางธรณีวิทยาทั้งหลาย

นักธรณีวิทยาทั้งหลายมักคาดว่า การใช้น้ำฉีดดังกล่าว น่าจะก่อให้เกิดการกระตุ้นการสั่นสะเทือนไม่มากก็น้อย และหนุ่มน้อยชาวสวิสเซอร์แลนด์ มาร์คุส แฮริง ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างได้ การขุดเจาะทำให้เกิดการแตกร้าว ปริ ซึ่งมีผลรบกวนต่อระบบการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก ในปัจจุบัน (เมืองบาเซิล ตั้งอยู่บนแนวเลื่อนของทวีป) อันก่อให้เกิดแผ่นดินไหวได้ “ขนาดและจำนวนของการสั่นขึ้นอยู่กับว่า คุณปั้มของเหลวลงไปมากน้อยแค่ไหน และอัดลงไปอย่างรวดเร็วแค่ไหน” นั่นเป็นคำบอกของ คอลิน วิลเลียมส์ (Colin Williams) นักวิทยาศาสตร์ ของหน่วยงานสำรวจด้านธรณีวิทยาของอเมริกาประจำทีมภัยจากแผ่นดินไหว “กุญแจของเรื่องนี้ก็คือหาจุดลงตัวสมดุล ที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนระดับจิ๋วจนไม่รู้สึก”เขากล่าว

เนื่องจากพื้นที่ดินในอเมริกาที่มีชั้นหินร้อนที่สุดก็มักจะอ่อนไหวต่อการสั่นสะเทือนเสียด้วย การลงทุนของนายทุนอเมริกันที่ประสบผลสำเร็จ ส่วนใหญ่ก็มักจะไปปักหลักแถบตะวันตก ถ้าเขาจะลงทุนทำธุรกิจด้านนี้ ก็ควรต้องเลือกฐานเจาะอย่างระมัดระวังสักหน่อย จังหวะที่มาร์คุส แฮริง วิเคราะห์เรื่องการสั่นไหวนี้ดูเหมือนว่าจะพอเพียงสำหรับผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แล้ว อย่างเช่น โดเมนิโก จิอาร์ดินี (Domenico Giardini) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของหน่วยบริการด้านการสั่นไหว วิทยาของสวิสเซอร์แลนด์กล่าวว่า เรื่องทำนองนี้ต้องใช้การทดสอบที่ถึงกึ๋น และทุ่มเทใจมากกว่านี้ เขาและคอลิน วิลเลียมส์ คิดว่า ลู่ทางอื่นๆน่าประสบความสำเร็จได้ตราบเท่าที่ความเสี่ยงจากการสั่นยังมีน้อยอยู่ ขณะที่โดเมนิโก จิอาร์ดินีพูดว่า “ตราบเท่าที่คุณกระทำ (การปั่นไฟแบบนี้) ให้ห่างไกลออกไปจากบริเวณล่อแหลม มันก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่สำหรับเมืองที่มีประวัติว่าเคยเกิดแผ่นดินไหว ทางที่ดีที่สุดอย่าติดตั้งโรงผลิตไฟจากการเร่งเร้าความร้อนทางธรณีวิทยา” กระทรวงพลังงานจัดสรรงบก้อนใหญ่ถึง 100 ล้านเหรียญฯ ให้กับโครงงานในท้องถิ่นชนบทของแคลิฟอร์เนีย,โอไฮโอ, เนวะดาและโอเรกอน

ท้ายที่สุดแล้ว ข้อดีของการเร่งเร้าความร้อนทางธรณีวิทยานี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะยอมแพ้ กระทรวงพลังงานวางแผนจะให้ระบบเร่งเร้าความร้อนทางธรณีวิทยานี้สามารถปั่นไฟได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์เต็มๆของยอดใช้ไฟของอเมริกาทีเดียว นั่นคือเพิ่มเป็น 40 เท่าของระบบนี้ในปัจจุบัน และเนื่องจากความร้อนจากชั้นหินคงที่พลังงานไฟฟ้าที่มันช่วยปั่นออกมาก็จะคงที่ด้วย แน่นอนว่า มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องวางกฎเกณฑ์ควบคุมแต่ละฐานไม่ให้กระตุ้นการสั่นของแผ่นดินเกินขีดที่จะยอมรับได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมั่นใจได้เต็มร้อย ก็อย่างที่มาร์คุส แฮริง พูดไว้หลังจากการทดลองของเขาว่า “ไม่มีนวัตกรรมไหนได้มาฟรีๆหรอก เราต้องตีโจทย์ให้แตก”

บทความข้างต้นเรียบเรียงจากข้อเขียนของ อลิซาเบธ ชโวโบตา จากนิตยสาร Popular Science ฉบับเดือนมกราคม 2010 ในความเห็นของผู้เรียบเรียง มีสิ่งที่ควรระวัง และอาจนึกไม่ถึงคือ

  1. ฐานเจาะแต่ละฐาน ด้วยตัวมันเองเดี่ยวๆอาจไม่มีผลต่อการกระตุ้นการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ โดยทางกระทรวงพลังงานอเมริกาก็คุมอยู่ และคงออกใบอนุญาตให้ได้
  2. แต่ถ้าฐานเจาะมีมากกว่า 1 หรือแห่กันอยู่ในรัศมีไม่ห่างกันมากนัก ซึ่งความเป็นจริงพวกเขามักเลือกบริเวณที่ใต้พื้นโลกที่มีชั้นหินร้อนมากๆอยู่เยอะอยู่แล้ว เมื่อพวกเขาอยู่กันเป็นกลุ่ม (แม้จะดูเหมือนห่างกันมาก) ถ้าเกิดพวกเขาต่างอัดน้ำลงไปใต้ดินเข้าสู่ชั้นหินร้อน ย่อมเป็นไปได้ที่จะเกิดจังหวะที่มีการอัดพร้อมๆกันตั้งแต่ 2 ฐานขึ้นไป อาจถึงร่วมสิบฐานพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แน่นอนว่า แรงอัดของไอน้ำแรงดันสูงที่เกิดขึ้น “ย้อนกลับมา” ย่อมมีปริมาณรวมแล้วมหาศาลและมากจนเกิดการปริแตก-แยกของชั้นหินใต้ดินทั้งในรูปคลื่นกระแทกและคลื่นสั่นค้างอย่างมหาศาลตามมา (Shock Wave และ Resonance) จนเกินขีดความปลอดภัยไปมาก (เมื่อเทียบต่อหนึ่ง ฐานเจาะ) จึงย่อมเป็นไปได้ที่จะเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเกินกว่าจะคาดถึงตามมาและก่อความพินาศได้อย่าง มหาวินาศสันตะโร ซึ่งกรณีนี้จะเห็นว่ามีโอกาสเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกรรมการคอยเป่านกหวีดให้แต่ละฐานทำการเจาะแบบเข้าคิวไล่ไปตามลำดับ
  3. ถ้าทั่วโลกมีการปั่นไฟด้วยวิธีนี้มากๆชั้นหินและแมกมาของเหลวร้อนจัดภายใต้เปลือกโลกจะเริ่มเย็นตัวลงเรื่อยๆอันจะทำให้การไหลเวียนของแมกมาค่อยๆหมุนช้าลงๆพร้อมๆกับสนามแม่เหล็กโลกจะอ่อนลงๆถึงระดับหนึ่ง มันจะหายวับไปทันที ถึงวันนั้นโลกก็จะไม่มีเกราะป้องกันรังสีมฤตยู (อย่างน้อยก็รังสี Ultra-violet) อีกต่อไป ฟ้าร้อง,ฟ้าผ่าจะรุนแรงมหาศาลอย่างยิ่งและเกิดไปทั่วโลกตลอดเวลา สัตว์และมนุษย์จะตายด้วยโรคมะเร็งผิวหนัง และผลร้ายอื่นๆที่ตามมาเป็นขบวนเมื่อสนามแม่เหล็กโลกหดหายหรือลดลงมาก สักพักมันจะกลับสลับขั้วเหนือ-ใต้ ภูมิอากาศจะผันผวนแปรปรวนไปทั่วโลก โลกจะสูญสิ้นเหมือนที่เคยเกิดกับดาวอังคารมาแล้ว (อย่างที่ มาร์คุส แฮริง กล่าวว่า “ของฟรีไม่มีในโลก”) อย่างนี้ “พวกเรา” จะยังนิ่งเฉยอยู่หรือ กรีนพีช มัวไปหลงทางอยู่ที่ไหน...!!!

ลองหาแผ่นหนัง DVD เรื่อง The Core เป็นหนังเก่า น่าจะร่วม 10 ปีมาแล้ว แต่สร้างได้ดีมากๆลงทุนเอาเรื่องระดับ The Day After Tomorrow ได้เลย ไม่กระจอก เอฟเฟกต์เยี่ยมยุทธ์ เนื้อหาเยี่ยม เหตุผลดี ไม่ยกเมฆ การแสดงเยี่ยม และมีพากย์ไทยด้วย หนังเรื่อง The Core เป็นเรื่องของการที่แกนโลก (คงหมายถึงส่วนที่เป็นแมกมา) ซึ่งเป็นของเหลวข้นร้อนนับพันๆองศาเซลเซียสอย่างที่กล่าวการหมุนรอบตัวเองของมันก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก แต่แล้ววันดีคืนร้าย มันเริ่มหมุนอ่อนลงๆผลคือ (ตามในหนัง) พายุสุริยะเริ่มมีผลต่อสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโลกจนบิดเบี้ยว (แต่ยังไม่ล่มสลาย) ส่งผลให้เครื่องกระตุ้นหัวใจของผู้ที่ใช้อยู่หยุดทำงาน คนที่ใช้อยู่ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง รถชนกันวินาศสันตะโร บางคันพุ่งเข้าไปในร้านริมถนน

ระบบคอมพิวเตอร์นำร่องของกระสวยอวกาศทำงานผิดพลาด พากระสวยวิ่งเข้ากระแทกใส่ใจกลางเมืองลอสแองเจลิส (คิดดูว่า ผู้คนจะตายมหาศาลขนาดไหน ตึกจะพินาศสักเท่าไร) และแน่นอนว่า ถ้าระดับกระสวยอวกาศที่มีระบบการป้องกันแบบาสุดๆ ยังเป๋ ระบบนำร่องของเครื่องบินทั่วโลก ของรถยนต์ทั่วโลก ของดาวเทียมทั่วโลก...จะเหลือหรือ

นกนับหมื่นตัวบินสะเปะสะปะไปหมด ทั้งชนคน ชนตึก (กระจก) ,ชนรถ,ชนเครื่องบิน ร่วงตายเป็นเบือ ก่อความโกลาหลสุดๆเพราะสัตว์หลายชนิดอาศัยสนามแม่เหล็กโลกในการนำร่อง

เกิดแสงเหนือ แสงใต้ (Aurora) ที่เคยเกิดที่ขั้วโลก ปรากฏอยู่เหนือกรุง หลายเมืองทั่วโลก เกิดพายุแม่เหล็ก ,ฟ้าร้อง,ฟ้าผ่าอย่างรุนแรงไปทั่ว เกิดคลื่น EMP (Electro Magnetic Pulse) ทำลายตึกรามบ้านช่องไปทั่ว ไฟลุก ไฟไหม้ทั่วเมือง ระบบอิเล็กทรอนิกส์เสียหมด, รถ, การสื่อสาร,การคมนาคมพินาศหมด (มีโอกาสที่โลกกลับไปสู่ยุคหินได้ใน 3 เดือนทั่วโลก)

เริ่มเกิด “รูโหว่ขนาดใหญ่” ที่ชั้นบรรยากาศ เป็นรูโหว่ของสนามแม่เหล็กโลก รังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) แรงสูงจากนอกโลกพุ่งทะลุผ่านรูโหว่ขนาดใหญ่ลงมาเผาผลาญสิ่งก่อสร้างและมนุษย์ สะพานแขวน Golden Gate ร้อนจนสลิงขึงขาด สะพานถล่มลงพื้นน้ำ (ขบวนรถตกลงไปนับร้อยๆคัน,คนผิวไหม้เกรียม ฯลฯ) ท้องน้ำเดือด ฯลฯ

จากข้อสรุปของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ (ในเรื่อง) หนึ่งเดือนนับจากนี้ โลกจะเข้าสู่ยุคหิน สามเดือนสิ่งมีชีวิตจะตายหมด บอกได้เลยว่าเรื่องนี้มันมาก สนุกตลอดเวลา ลองไปหามาดูว่า พวกเขาจะหาทางแก้กันอย่างไร พวกเขามีการอธิบาย,สาธิตคร่าวๆให้พวกเราเข้าใจได้ไม่ยาก

ผมเชื่อว่า ในสถานการณ์ของโลกปัจจุบันจริงๆทั้งในแง่การเมือง และเศรษฐกิจ โลกคงไม่โชคดีขนาดนั้น

มีแผ่น DVD อีกเรื่องเป็นสารคดีสร้างโดย PBS เรื่อง Magnetic Storm ผมซื้อมาจากฮ่องกง อธิบายปรากฏการณ์ รวมทั้งการจำลองสร้างโลก และสนามแม่เหล็ก (จากของเหลวข้นความร้อนสูง โซเดียม) และปรากฏการณ์เมื่อโลกไร้สนามแม่เหล็ก น่าหามาดูมาก

หมายเหตุ

นอกจากเรื่องการปั่นไฟด้วยการเร่งเร้าความร้อนทางธรณีวิทยาที่จะก่อผลร้ายต่อสนามแม่เหล็กโลกแล้ว ให้จับตาองค์ประกอบต่อไปนี้ว่า มันจะมีผลป่วนสนามแม่เหล็กโลกหรือไม่และอย่างไรได้แก่

แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ที่นับวันมากขึ้นๆทั่วโลก วันใดที่มันมีราคาถูกลงสัก 60 เปอร์เซ็นต์จากปัจจุบัน ขณะที่ประสิทธิภาพเพิ่มกว่าปัจจุบันสัก 2 เท่า (เป็นที่ประมาณ 25 – 30 เปอร์เซ็นต์) วันนั้นทั่วทั้งโลกจะมีการใช้กันอย่างมหาศาลเหมือนเป็น “เกราะ”ผนึกผิวโลกทีเดียว

ระบบสื่อสารคลื่นความถี่สูงในปัจจุบัน ที่นับวันจะสูงขึ้นๆ และขยายครอบคลุมไปทุกพื้นที่ด้วยการสื่อสารไร้สาย ทั้ง WiFi,WiMAX,3G,4G (cell site) ย่อมมีผลรบกวนต่อสนามแม่เหล็กโลก (รวมถึงการสื่อสารอาศัยสายไฟ AC (หรือ PLC) ด้วย

การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไร้สายสารพัด (มือถือ.รีโมท,จอทีวี,การชาร์จไร้สาย,PDA,NET-Book,e-Book, Note-Book ฯลฯ)ย่อมมีผลกวนสนามแม่เหล็กโลก

เป็นที่พิสูจน์แล้วว่ามนุษย์ทุกคน (รวมทั้งสัตว์,พืช) ต่างมีสนามแม่เหล็กกระจายออกมานอกตัวตลอดเวลา สนามแม่เหล็กนี้ เกิดจากการไหลเวียนของกระแสเลือดในร่างกาย สนามแม่เหล็กนี้เรียกว่า ออรา (aura) ซึ่งรูปแบบ,สีสัน,ความแรงจะ เปลี่ยนไปตามสถานะและจิตใจของเจ้าของร่างนั้นๆ

นั่นก็หมายความว่า ถ้าสนามแม่เหล็กโลก “แปรปรวน” ย่อมส่งผลต่อทั้งความนึกคิด,จิตใจ,สุขภาพของมนุษย์และสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจถึงกับสติวิปลาส ทำลายเนื้อเยื่อสมองส่วน “เหตุและผลหรือสติ” (ที่ทำให้มนุษย์รู้จักชั่วดี มีความเป็น “มนุษย์ผู้มีจิตใจสูง”) เหลือแต่สมองส่วน “สัญชาตญาณ (ดิบ)” ซึ่งจะทำ “ทุกอย่าง” เพื่อสนองอารมณ์,ตัณหา,ความอยู่รอด ดุจสัตว์เดรัจฉาน ดังคำ “ทำนาย” ที่ว่ามนุษย์จะกลายเป็นสัตว์ (สังเกตว่าปัจจุบันมนุษย์มีสันดานเห็นแก่ตัว,เหี้ยมโหด,เอาตัวรอดอย่างเดียว,ขาดสติมากขึ้นๆ)

ถ้าคิดกลับกัน เมื่อสนามแม่เหล็กโลกที่บิดเบี้ยว อ่อนล้า ไร้เสถียรภาพและสกปรกมากขึ้นๆทำให้มนุษย์เป็น “สัตว์”มากขึ้นๆพลัง aura ที่สกปรก,บิดเบี้ยว,ไร้เสถียรภาพ จากมนุษย์กว่า 6 พันล้านคนทั่วโลก ก็จะมีผลย้อนกลับไปป่วนสนามแม่เหล็กโลกมากขึ้นๆเป็นวัฎจักรวนไปมา ถ้าการวนนั้นได้จังหวะพอดี (resonance) ผลที่กระทำต่อกัน (interaction) จะขยายเพิ่มขึ้นอย่างร้อนเร่งและนำไปสู่การล่มสลายทั้งคู่อย่างปัจจุบันทันด่วน…ทันที นี่แหละวันโลกแตก

การที่ “ทั้งโลก” มีการสื่อสารที่ทันสมัย ฉับไวที่สุด ถ้ามี “เหตุการณ์” ที่กระตุ้นให้ “ทั้งโลก” เกิด “แตกตื่น” ในเรื่องเดียวกันอย่างทันทีทันใด (ช็อก) จะส่งผลให้พลัง aura จากคนทั่วโลก เบี่ยงเบนปรับตัวไปในรูปแบบเดียวกันอย่างทันทีทันใด ส่งผลอย่างรุนแรงต่อปฏิกิริยาตอบสนองร่วมระหว่างพลัง aura จากมวลมนุษย์ต่อสนามแม่เหล็กโลกในรูปคลื่นแบบกระโชก (surge pulse) ซึ่งเร้าให้เกิดการวกวน (Resonance) อย่างไม่หยุดหย่อน และสะสมพลังงานมากขึ้นๆ (Sustain Oscillation) จากสนามแม่เหล็กโลกเสียศูนย์ เอาไม่อยู่ และล่มสลาย...สู่วันโลกแตก...!!!

 

www.maitreeav.com

www.maitreeav.com
สำนักงาน : 313/129 ซ. เคหะร่มเกล้า 64 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520
โทร. 081-5500269 , 099-569-6459