000
ยินดีต้อนรับเข้าสู่...เว็บสาระ / ความรู้เรื่องเครื่องเสียง    
 
บอร์ดพูดคุย, ซื้อ-ขายเครื่องเสียง
>> audio-teams.com
>> noom-hifi.com
>> wijitboonchoo.com
>> hifi55.com  
>> sk-audiophile.com
>> htg2.net
นิตยสารเครื่องเสียง
>> what Hi-Fi? Thailand
>> The Wave
>> Audiophile-Videophile
>> gm2000.com
>> The Stereo
ร้านค้าเครื่องเสียง
>> Piyanas Electric
>> KS Sons Group
>> Conice (บ้านทวาทศิน)
>> อัศวโสภณ
>> munkonggadget.com
>> bkkaudio.com
 
ปรับขนาดตัวหนังสือ เช่น 15, 16, 18, 20, + + / ยกเลิกใส่ 0 :

หมวดหมู่ > บทความ > ปกิณกะ > ทำไมคนจนล้นโลก เศรษฐกิจกู่ไม่กลับ
วันที่ : 30/09/2016
857 views

ทำไมคนจนล้นโลก เศรษฐกิจกู่ไม่กลับ

โดย...อ. ไมตรี ทรัพย์เอนกสันติ

เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ภาวะถดถอยลงเรื่อยๆ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยอัตราการถดถอยพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ ท่ามกลางการดิ้นรนหาทางแก้ของนานาประเทศทั่วโลกไม่ว่าใหญ่, เล็ก โนเนมหรือมหาอำนาจ ดูเหมือนว่า ยิ่งแก้ ยิ่งแย่ อาจดี, ได้ผลในช่วงสั้น (สั้นมาก) แล้วก็ตกวูบลงมายิ่งกว่าเดิม วิธีแก้ที่เรียกว่า “วัดดวง” คือ ยอมเสี่ยงกับการอาจเลวร้ายสุดกู่ โดยหวังว่าจะผ่านพ้นวิกฤตได้ก่อนอาการเลวสุดกู่จะมีผล แต่แล้ว ทุกค่าย ทุกสำนัก ทุกกลุ่มผู้บริหาร ก็กลับพบว่า วิธีการต่างๆ ที่เคยได้ผล กลับใช้ไม่ได้อีกต่อไป ที่ร้ายกว่าคือ กลับแย่ลงไปอีกทุกอย่าง เหมือนงูพันหลัก ติดล็อกในค่ายกล นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกหลายคนที่เคยยิ่งใหญ่ เคยสำเร็จมาตลอด กลับตกม้าตายหมด

                ทำไม... มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้

                ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว ด้วยความคิดแบบมีเหตุผล ของมนุษย์ช่างคิดบางคน หรือหลายคน (ต่างยุคต่างเวลา) ก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “เครื่องจักร” อันเป็นกลไกที่ทำงานด้วย “เหตุและผล” ทั้งนั้น

                จากการผลิตแบบใช้มือทำ ใช้แรงงานคนจำนวนมาก ก็กลายเป็นใช้คนผลิตน้อยลงมาก แต่กลับผลิตสิ่งของเครื่องใช้ได้มากขึ้นๆ ทุกที ตามการพัฒนาการผลิตด้วยเครื่องจักร โดยนายทุนเจ้าของโรงงานอ้างว่า ทำให้สิ่งของเครื่องใช้มีราคาถูกลง คนทั่วไป, ชาวบ้าน มีปัญญาซื้อหามาใช้ เกิดเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนมีกำลังซื้อเนื่องจากเศรษฐกิจการเกษตร, อุตสาหกรรมในครัวเรือน ยังแข็งแกร่งอยู่ คนมีเงินเหลือพอที่จะเสพสินค้าอุตสาหกรรมที่เคยมีราคาสูงลิบลิ่ว เกินเอื้อมของคนส่วนใหญ่

                1. สังเกตว่า จุดนี้ ทุกภาคส่วนของสังคมต่างยังแข็งแกร่งและเอื้อกันได้อย่างสมดุล ไม่ว่ารายได้, ตลาดแรงงาน

                ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา สินค้าเกษตรที่เกือบทั้งหมดมาจากประเทศกสิกรรมที่อยู่อย่างพอเพียง ไม่ดิ้นรนมากนัก จึงขาดพลังในการต่อรองกับประเทศอุตสาหกรรมที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งกว่ามาก ถึงพร้อมด้วยพลังทุนและอำนาจทางทหาร พวกเขาแผ่ขยายมาปล้นสะดมภ์ เอาทั้งทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานทาส จากประเทศกสิกรรมทั้งหลาย ไปอุดหนุน ค้ำจุนประเทศอุตสาหกรรม โดยผู้ได้เปรียบตั้งกติกาการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับสินค้าอุตสาหกรรมอย่างไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ในรูปของค่าเงินที่ต่างกันและการใช้กำลังข่มขู่

                ผลคือ ประเทศกสิกรรม จนลงๆ ที่ยังดีอยู่ก็ต้องขายของเก่ากิน คือ ทรัพยากรน้ำมันและแร่ธาตุซึ่งนับวันจะหมดไป

                2. ความยากจนที่แผ่ขยายไปทุกประเทศกสิกรรม แม้ว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่งออกจะยังร่ำรวยอยู่ แต่อนาคตนับจากนี้ไปอีก 10-20 ปี เชื่อกันว่า จะตกลงไปร่วมกลุ่มประเทศยากจน เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน น้ำมันหมด

                อย่างไรก็ตาม บางคนอาจทำใจว่า เข้ากับสุภาษิต ปลาใหญ่กินปลาเล็ก โอเค... คุณธรรมที่สั่งสมมาจากอารยธรรมเก่าแก่ 3-5 พันปีของโลกตะวันออกสอนให้พวกเขารักสงบ ยอมจำนนต่อโชคชะตา ทำให้เหตุการณ์ ความเหลื่อมล้ำในโลก ยังคงดำเนินต่อไปได้โดยที่ยังไม่ค่อยมีใครตระหนักว่า อุตสาหกรรมการผลิตแบบจำนวนมาก (Mass Production) ได้เข้ามาแย่งงานฝีมือ ไปจากสังคมมิใช่น้อย

                60-70 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารและการขนส่ง เจริญและถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

                โลก... เริ่มเล็กลงๆ ทุกที

                นายทุนในแต่ละท้องถิ่น เริ่มมีความโลภที่จะก้าวจากตลาดท้องถิ่น สู่ตลาดโลก ผลคือ การแข่งขันที่เข้มงวด รุนแรงขึ้นทุกทีๆ นักการตลาดแนะนำว่า ต้องลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด จะได้เปรียบคู่แข่ง

                นั่นคือ ที่มาของการใช้คอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ในการผลิตระดับอุตสาหกรรม ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก แพร่หลาย มากขึ้นทุกทีๆ จนเป็นสูตรสำเร็จของการทำอุตสาหกรรมการผลิต ต้องจบที่หุ่นยนต์ ลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้อย่างมหาศาล ตัดปัญหาสวัสดิการคนงาน ที่ยังใช้แรงงานคนมากๆ ก็เสียเปรียบ มีสิทธิ์เจ๊งได้

                3. มนุษย์แรงงานเริ่มถูกเขี่ยออกจากอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้นๆ อย่างน่ากลัว พร้อมๆ กับอัตราการตกงาน, ว่างงาน, จบแล้วไม่มีงานทำ ถีบตัวสูงขึ้นๆ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

                แรงงานบางส่วนจะหันกลับไปสู่ตลาดเกษตรก็ยาก เพราะสินค้าเกษตร เร่งรัดมากไม่ได้ ทั้งขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ และตกอยู่ใต้การบงการของนายทุนหมดสิ้นแล้ว เจ้าของแหล่งเพาะปลูก กลายเป็นแค่คนงานโดยตรงหรือโดยกลายๆ ของนายทุนไม่กี่คน

                แม้แต่อาชีพเลี้ยงสัตว์, ประมง ก็ไม่ต่างกัน ตกอยู่ในกำมือของนายทุนแทบหมดสิ้น

                นายทุน จึงเป็นทั้งผู้สร้างภาวะการตกงาน พร้อมๆ กับควบคุมปากท้องของประชาชน

                4. ในสถานการณ์แสนเศร้านี้ ประชาชนชั้นกลางและชั้นล่าง ก็เป็นได้แค่ลูกจ้างของนายทุน ไม่กลุ่มใดก็กลุ่มหนึ่ง

                ไม่ว่า       นายทุน                   ของกิน ของใช้ อาหารตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร
                                นายทุน                   อุตสาหกรรม
                                นายทุน                   สื่อสาร ขนส่ง ก่อสร้าง
                                นายทุน                   โรงพยาบาล อสังหาฯ / ที่ดิน
                                นายทุน                   การเมือง
                                นายทุน                   ศูนย์การค้า
                                นายทุน                   พลังงาน
                                นายทุน                   ประกันชีวิต ประกันภัย

                ไม่มีคนรุ่นไหน ใหม่เก่า ที่จะหลุดรอดจากนายทุนเหล่านี้ได้เลย ทั้งนายทุนต่างชาติ นายทุนท้องถิ่น แต่ก็ยังดีที่ทุกคนยังพอมีงานให้ทำ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัว แม้ว่าจะต้องทำงานอย่างหนัก แทบไม่เป็นผู้เป็นคน ใกล้เหมือนหุ่นยนต์เข้าไปทุกทีๆ

                5. เศรษฐกิจยุคนี้ยังพอขับเคลื่อนไปได้ โดยมีธุรกิจมืดต่อไปนี้มาช่วยค้ำจุน โดยเชื่อกันว่าในเมืองไทยมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท/ปี

                                ธุรกิจ                       ผิดกฏหมายสารพัดชนิด
                                ธุรกิจ                       คอรัปชั่น โกงกินทุกระดับชั้น
                                ธุรกิจ                       สีเทา (ฟอกเงินให้กลุ่มธุรกิจมืด)
                                ธุรกิจ                       หวย (ทั้งรัฐบาล, ใต้ดิน)
                                ธุรกิจ                       บันเทิง (ถูกกฏหมาย, ผิดกฏหมาย)
                                ธุรกิจ                       ท่องเที่ยว, สวนสนุก
                                ธุรกิจ                       สุขภาพ
                                ธุรกิจ                       ทางศาสนา
                                ธุรกิจ                       บริการอื่นๆ, ขายตรง
                                ธุรกิจ                       ยาเสพติด
                                ธุรกิจ                       ปั่นหุ้น ล่อแมงเม่า

                ซึ่งเมื่อเมืองไทยมีคณะปฏิรูป (คสช.) ขึ้นมา ได้พยายามจำกัด, กำจัด, ปราบ ธุรกิจมืดเหล่านี้ เท่าที่จะทำได้ (อย่างน้อยก็ในช่วงแรกๆ นี้)

                จึงทำให้เม็ดเงินร้อนมหาศาลนี้หดหายไปจากระบบเศรษฐกิจ ไม่มากก็น้อย จึงทำให้มองเผินๆ เหมือนเศรษฐกิจแย่ลง

                ในประเทศแถบเอเชีย ธุรกิจมืดจะเบ่งบานที่สุด ต่างจากประเทศแถบอเมริกา ยุโรป

                เชื่อกันว่า สมัยเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้วที่กลุ่มนายทุนยิวต่างชาติเข้ามาทุบเศรษฐกิจไทย (ต้มยำกุ้ง) หวังเข้ามาครอบครองทุกภาคส่วนของไทยนั้น

                ถ้าไม่มีกระแสเงินจากธุรกิจมืดเหล่านี้ (ร่วม 6 แสนล้านบาทตอนนั้น) หล่อเลี้ยงอยู่ ประเทศไทยจะตกเหวตลอดกาล ไม่มีทางฟื้นขึ้นได้เลย

                เป็นอะไรที่นายทุนยิว คาดไม่ถึง ลืมคิดไป พวกเราจึงรอด

ในระดับโลก

                เศรษฐกิจอเมริกา อยู่ได้ด้วยการเอาเปรียบประเทศเล็กๆ ทุกวิถีทาง ทั้งบีบทั้งข่มขู่ และที่สำคัญ ยุให้ตีกันเอง (โดยตัวเองส่งตัวเสี้ยม, เงินทุน เข้าไปกระพือโหม) เพื่อกอบโกยทรัพยากร, ขายอาวุธ, ฉกฉวยภูมิปัญญา/ลิขสิทธิ์สารพัด, ล้างสมอง ส่งออกค่านิยม/วัฒนธรรมชั้นต่ำ, ธนาคาร, เทคโนโลยี, ยารักษาโรค ซึ่งประเทศทางยุโรปจะหนักทางสินค้าอุตสาหกรรม, ยา, อาหาร, วัตถุดิบ, ท่องเที่ยว, ยุทโธปกรณ์, ธนาคาร

                ถ้าพิจารณาตามนี้ ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ ไม่น่าจะเกิดเศรษฐกิจย่ำแย่แบบไม่เห็นฝั่งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันต่อเนื่องมาตลอดนานเกือบ 30 ปี

                ทำไมพวกเขาได้เปรียบสารพัดและเอาเปรียบทุกรูปแบบ ก่อสงครามทุกภูมิภาค อย่างนั้นแล้ว เศรษฐกิจไม่ดีขึ้นได้จริงเลย (เก่งแต่ให้สื่อในคาถาปั้นตัวเลขลวงโลกว่าดี, ดีขึ้นไปวันๆ) หนำซ้ำ กลับแย่ลงๆ แบบไม่เห็นอนาคต เหมือนลูกระเบิดที่นับถอยหลัง ทั้งๆ ที่อเมริกามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดัน 1 ของโลก (จีนกำลังไล่มาติดๆ แซงญี่ปุ่นไปแล้ว)

                ที่ต้องจารนัยการดิ้นรนและปัญหาของอเมริกาหลากแง่มุม ก็เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า แม้แต่อเมริกา ที่เคยเข้มแข็ง, แข็งแกร่ง, ทุกแง่มุม ประชาชนเคยยิ้มแย้มแจ่มใส อยู่ดีกินดี มีงานทำ มีบ้านที่น่ารักอบอุ่นอยู่สบาย สิ่งแวดล้อมสดใสปลอดภัย

                ทำไมจึงกลับตาลปัตรไปทุกอย่าง ทุกประการ อย่างไม่น่าเชื่อว่าอเมริกา (ประเทศในฝันของหลายๆ คน หลายๆ ประเทศ) จึงมีวันนี้ได้

                จริงๆ แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา

                10 ปีที่ผ่านมานี้ ระบบการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต (เรียกรวมๆ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมเครือข่ายคือระบบ IT) เจริญขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยแรงขับดันของอุปกรณ์เชื่อมต่อที่ความเร็วสูงขึ้นๆ จนคำว่า ไร้ขีดจำกัด อยู่แค่เอื้อม ช่วยให้การเชื่อมต่อผ่านระบบใยแก้ว แทบไม่มีข้อจำกัด ทั้งความจุ, ความคับคั่งของข้อมูล, ความเร็ว ผนวกกับระบบคอมพิวเตอร์ที่เร็วขึ้นๆ แม้แต่โทรศัพท์มือถือ (เครือข่ายมือถือ) ก็สนองตอบการเชื่อมต่อ, สื่อสาร ได้เสถียร, ฉับไว, ความจุสูง, คุณภาพดี แบบก้าวกระโดด จาก 2G เป็น 3G, 4G, และ 5G ก็อยู่ในขั้นทดลอง ระบบ WiFi ที่ใช้ในระยะจำกัด แค่ 10-15 เมตร ในบ้าน ก็มีแนวโน้มเข้าสู่ระบบเครือข่าย WiMAX ที่ครอบคลุมได้ถึง 65 กม. ระบบบันทึกข้อมูล (Server) ก็มีความจุสูงขึ้นๆ ราคาต่อหน่วยความจุก็ลดลงตลอด

                โปรแกรมการใช้งาน ผ่านมือถือ ก็สลับซับซ้อนขึ้น ทำงานได้ทั้งแนวกว้าง, แนวลึก การทำงานที่เคยยุ่งยากสลับซับซ้อน เสียเวลามาก ใช้ทรัพยากรผู้เชี่ยวชาญเยอะ ก็ย่นย่อกลายเป็นเรื่องง่าย ใครๆ ก็ทำได้

                ความก้าวหน้าด้าน IT ที่นับวันจะระบาดไปทุกวงการ ก่อให้เกิดรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆ แปลกๆ อย่างที่เป็นไปไม่ได้เลยในอดีต แค่คิดก็บ้าแล้ว แต่ปัจจุบัน “ทุกอย่างเป็นไปได้” จำกัดแค่จินตนาการของผู้นำไปประยุกต์ใช้เท่านั้น

                จริงอยู่ ความก้าวหน้าทาง IT ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น วันๆ ทำอะไรๆ ได้มากขึ้น สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้แก่ผู้ที่คิดช่องทางหาเงินจาก IT ได้ก่อนใคร หลายคนร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐีชั่วข้ามเดือน, ข้ามปี เกิดเศรษฐีน้อยใหญ่อายุแค่วัยรุ่น ธุรกิจด้าน IT จึงหอมหวล ชวนให้หนุ่มสาวกระโดดเข้ามาจับ ไม่มากก็น้อย ไม่ทุกส่วนก็บางส่วนเหมือนน้ำขึ้นให้รีบตัก ไม่มีใครอยากตกขบวน กิจกรรมด้าน IT ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน องค์กร และรัฐบาล

ด้านมืด, หายนะของ IT

                แต่จะมีสักกี่คนที่เริ่มตระหนักถึงภัยอันตรายยิ่งยวดของ IT นี่ไม่เกี่ยวกับการนำ IT ไปใช้ก่ออาชญากรรมที่แนบเนียน ไร้ร่องรอยคำเตือน และเสียหายมากขึ้นทุกที อย่างน่าสะพรึงกลัวมาก

                หากแต่ เรากำลังพูดถึง พฤติกรรม รูปแบบการทำธุรกิจ ที่ IT ทำให้มันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

                IT ทำให้ปริมาณ “งาน” ลดลงจากเทคโนโลยีเก่าที่กำลังจะตายหรือตายไปแล้ว สู่รูปแบบการใช้งานด้วยเทคโนโลยีใหม่ (ฟิล์ม, กระดาษ, โทรเลข, จดหมาย, สแตมป์, วงการเพลง, แผ่น CD/DVD, การบริโภคข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ แมกกาซีน ตำรา)

                IT ทำให้การเข้าดูโชว์, คอนเสิร์ต, โรงหนัง ตกต่ำ เพราะสามารถเปิดดูได้จากเว็บไซต์, เฟสบุ๊ค, ยูทูบ, ไลน์ ไม่ใช่ของหาดูยากอีกต่อไป

                IT ทำให้สื่อวิทยุ TV กระแสหลัก หมดความสำคัญ หมดช่วงเวลานาทีทองของการโฆษณา (Prime Time)

                IT ทำให้รูปแบบการโฆษณา เปลี่ยนหมด ใช้คนน้อยลง เข้าถึงกลุ่มมุ่งหวังมากขึ้น

                IT ทำลายระบบค้าปลีกในเชิงลึก มากขึ้นๆ ย่นเข้ามา ในที่สุดจะเหลือแต่ผู้ผลิต ตรงสู่ผู้บริโภค ร้านค้า, ห้างสรรพสินค้า ฝ่อลงถึงหายไปเลยเกิดขึ้นทั่วโลกตอนนี้

                IT ช่วยธุรกิจการบริการเช่นจองตั๋ว จองห้องโรงแรม เรียกรถ TAXI แบบต่อตรง ตัดคนกลางออกเกือบหมด

                IT ตัดไกด์การท่องเที่ยวออก นักท่องเที่ยวเดินทางเองได้ จองโน่นนี่เองได้ บริษัททัวร์นับวันจะอยู่ยาก ต้องล้มหายตายจาก

                IT ช่วยวิเคราะห์โรคเบื้องต้น ผ่านตัววัด (เชื่อมกับมือถือ) และอาศัยการวินิจฉัยโรค จากข้อมูลมหาศาล (มากกว่าหมอคนเดียวจะจำได้ด้วยซ้ำ) ที่ศูนย์บริการ ต่อไปหมออายุรกรรมไม่เก่งสุดยอด ตกงานแน่นอน

                IT ช่วยเป็นยามเฝ้าโกดัง บริษัท บ้าน แม้กระทั่งลูก เมีย สามี คอยรายงานตรงถึงมือถือ

                IT ทำลายระบบอู่ TAXI ในหลายๆ ประเทศทั่วโลกแล้ว คนขับ TAXI บ้านเราจะตกงานนับแสนๆ คนด้วยระบบอูเบอร์ แอป TAXI ที่เริ่มเข้ามาแล้ว

                IT ทำให้การสร้างหนัง ทำได้ยากที่จะหา “เรื่อง” มาทำมาสร้าง ที่หูตาสับปะรด ของไลน์ เฟซบุ๊ค ยูทูบ ยังไม่เคยพูดถึง ถ่ายถึง (คลิป) ผู้บริโภคได้รับการยัดเยียดหลากหลายมหาศาลทุกวันจนหามุกใหม่ๆ มาสร้างไม่ได้ สังเกตว่าปัจจุบัน มีหนังที่จะประสบความสำเร็จน้อยลงมาก เจ๊งส่วนใหญ่ จนขาแคลนหนังดีๆ มาป้อนตลาด (เรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ก็อีกกรณี มีอะไรลึกซึ้งกว่าที่เราทราบเยอะ)

                แค่ผลกระทบ 11 ข้อจาก IT ที่กล่าวมานี้ ก็ทำให้คตกงานกันค่อนประเทศแล้ว ไปถามพ่อแม่ปัจจุบันเถอะว่า ลูกควรเรียนอะไร และที่จบมาแล้ว จะไปทำอะไร

                มันแทบไม่เหลืองานและโอกาสอีกแล้ว แทบทุกเหลี่ยมมุมของการทำงาน ถูกแทนที่ด้วยคอมพ์และ IT ธุรกิจเก่าๆ ปิดตัว ม้วนเสื่อกันระนาว มโหฬาร อย่างไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน

                คนเก่าตกงาน คนใหม่ไม่มีงานให้ทำ

                ใครที่คิดจะกระโดดเข้าสู่วงการ IT ก็จะตกอยู่ในวังวนของการตัดราคาค่าบริการ เพราะมีผู้นำเสนอการบริการด้าน IT จำนวนมากจนล้นความต้องการ ต้องตัดราคาค่าตัวของตนลงตลอด

                ใครที่คิดจะค้าขาย ONLINE (พวกเด็กรุ่นใหม่ Y, Z ที่คุยว่า ทำธุรกิจขายของ ONLINE เองไม่เป็นขี้ข้าใคร) ไม่นานหรอกก็จะผจญชะตากรรมของการแย่งลูกค้า การตัดราคาดกันจนเละเป็นโจ๊ก การไม่เป็นมืออาชีพ (ที่มากประสบการณ์) ทำให้ได้แต่ลูกค้ารายจิบจ้อยที่ไม่มีปัญญาจ่ายแพง อีกอย่างมาก 3 ปี พ่อค้า Y, Z พวกนี้จะตายหมด

                ทั้งหลายทั้งปวงที่พูดมาทั้งหมด คือคำตอบว่า ทำไมเศรษฐกิจโลกจึงเอาแต่เตี้ยลงๆ ก็เพราะเราหลงบูชาซาตานตัวใหม่คือ IT ที่ทำลายชีวิตเรียบง่าย ผ่อนปรนในอดีต (Slow Life) ทำลายระบบกระจายรายได้ กระจายโอกาส กระจายและแบ่งงานกันทำ ทุกคนมีงานทำ ทุกคนท้องอิ่ม โลกจะหมุนช้าลงเหมือนในอดีต ก็ยังดีกว่าหมุนเร็วจี๋อย่างปัจจุบัน แต่ทุกคนถูกโลกเหวี่ยงกระเด็นตายหมด

                อภิมหาเศรษฐีทั้งเกิดใหม่ และอมตะยาวนานมานับ 30-40 ปี อาจดูดี เริงร่าในวันนี้ แต่เชื่อเถอะ ถ้าคนกว่าค่อนโลก ตกงาน ยากจน ไม่มีจะกิน จะนอน จะอยู่ เศรษฐีเพียงหยิบมือเดียวพวกนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ มันต้องเกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจที่มีแต่ฆ่ากำลังซื้อของตนเอง มันไม่มีทางเป็นไปได้ หรืออยู่ได้อยู่แล้ว

                ที่น่ากลัวที่สุดคือ ไม่มีใครยอมอดตาย คนที่เคยมีงานทำดีๆ ตำแหน่งดีๆ อยู่ดีมีสุข วันดีคืนดี ถูกปลด ตกงาน บริษัทเจ๊ง เพราะการเข้ามาของ IT คิดดูว่า พวกเขากว่าค่อนโลกจะนิ่งดูดาย ปล่อยให้ตัวเอง ครอบครัว ตายไปต่อหน้าต่อตาหรือ พวกเขาไม่ลุกฮือขึ้นมาทวงความมั่นคง ความสุข และอนาคตที่ดีคืนหรือ รากเหง้าและตัวผู้ร้ายในละครชีวิตแสนเศร้าฉากนี้ก็คือ ระบบ IT พวกโลกสวย กินเงินเก่าบุญเก่าก็อยู่ไม่ได้

                เราจะได้เห็น การบุกเข้าทำลาย ทุกๆ ตึก ทุกๆ องค์กร ทุกๆ เครือข่าย ที่สานเป็นระบบ IT ระบบอินเตอร์เน็ต เฟซบุ๊ค ยูทูบ ไลน์ ฯลฯ ในทุกประเทศทั่วโลก จะถูกโค่นล้ม ฝังลงดินจนสิ้น

                ซึ่งแน่นอน เศรษฐี IT หยิบมือเดียวทั่วโลกคงยอมเป็นเทวดาตกสวรรค์ไม่ได้

                อ้า... สงครามครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ ซากศพกองสังเวยแก่ IT
                สาปส่ง... ความเจริญและเทคโนโลยี
                ศีลธรรม... และจิตร จะกลับมา
                LONG LIVE … SLOW LIFE

www.maitreeav.com

www.maitreeav.com
สำนักงาน : 313/129 ซ. เคหะร่มเกล้า 64 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520
โทร. 081-5500269 , 099-569-6459