000
ยินดีต้อนรับเข้าสู่...เว็บสาระ / ความรู้เรื่องเครื่องเสียง    
 
บอร์ดพูดคุย, ซื้อ-ขายเครื่องเสียง
>> audio-teams.com
>> noom-hifi.com
>> wijitboonchoo.com
>> hifi55.com  
>> sk-audiophile.com
>> htg2.net
นิตยสารเครื่องเสียง
>> what Hi-Fi? Thailand
>> The Wave
>> Audiophile-Videophile
>> gm2000.com
>> The Stereo
ร้านค้าเครื่องเสียง
>> Piyanas Electric
>> KS Sons Group
>> Conice (บ้านทวาทศิน)
>> อัศวโสภณ
>> munkonggadget.com
>> bkkaudio.com
 
ปรับขนาดตัวหนังสือ เช่น 15, 16, 18, 20, + + / ยกเลิกใส่ 0 :

หมวดหมู่ > บทความ > ปกิณกะ > ภาพยนตร์ 3 มิติ...โกหกทั้งเพ
วันที่ : 25/01/2016
4,404 views

ภาพยนตร์ 3 มิติ...โกหกทั้งเพ

โดย...อ. ไมตรี ทรัพย์เอนกสันติ

(หมายเหตุ ผู้เขียนเป็นผู้ที่บ้าเรื่องภาพ 3 มิติทุกรูปแบบมาเกือบ 40 ปีแล้ว ที่บ้านมีสะสมทุกระบบแม้แต่ HOLOGRAM 350 องศา)

       ปัจจุบันในวงการภาพยนตร์มีความพยายามผลักดันระบบภาพ 3 มิติกันอย่างขนานใหญ่ มีผู้กำกับทั้งสนับสนุนและไม่เห็นความจำเป็น หลังจากภาพยนตร์เรื่อง AVATAR ของผู้กำกับและอำนวยการสร้าง เจมส์ แคมารอน ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย กวาดเงินไปไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านเหรียญ(ปัจจุบันน่าจะถือว่า เป็นภาพยนตร์ที่ทำเงิน(ทุกรูปแบบ)มากที่สุดในโลกแล้ว แซงไททานิคของเขาเอง)

       ด้วยความสำเร็จอย่างล้นหลามของ AVATAR ได้สร้างกำลังใจให้แก่ค่ายผู้สร้างภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ดให้หันมา ถ่ายทำภาพยนตร์แบบ 3 มิติ(3D) เพิ่มเข้าไป(จริงๆก็คือ ถ่ายทำ 3 มิติ ถ้าจะดู 2 มิติปกติก็ดูแค่ซีกเดียว) กระแส 3 มิติได้ระบาดไปสู่ผู้ผลิตอุปกรณ์(HARDWARE) ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ เช่น กล้องถ่ายระบบดิจิตอลแบบ 3 มิติ จอมอนิเตอร์ 3 มิติ แว่นตาดู 3 มิติ เครื่องสร้างภาพ 3 มิติจากภาพ 2 มิติธรรมดา และปัจจุบันได้ลามมาสู่ ทีวีจอแบน 3 มิติ(LCD, PLASMA), เครื่องฉายโปรเจคเตอร์ 3 มิติ แว่นตาดู 3 มิติ เครื่องเล่นแผ่น Bluray 3 มิติ กล้องถ่ายรูป(วิดิโอ)ดิจิตอล 3 มิติ สามจนถึงระบบเสียง 3 มิติ(บ้ากันใหญ่แล้ว! ระบบเสียงสเตอริโอดีๆมันก็ 3 มิติอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องมาอ้างอิงโหนกระแสเลย ปัญญาอ่อนจริงๆ)

       ดูเหมือนว่า ค่ายภาพยนตร์เองก็เริ่มแสยะยิ้มน้ำลายยืด หลักจาไม่แยแสระบบ 3 มิติมาหลายสิบปี ด้วยเห็นลู่ทางที่จะ “ขายของเก่ากิน” จากการประกาศ “เครื่องแปลงภาพยนตร์ 2 มิติให้เป็น 3 มิติ” ระดับมืออาชีพของค่ายญี่ปุ่นออกมา เช่นของ JVC(หมื่นกว่าเหรียญสหรัฐ)(ไม่แน่ใจว่ามี PANASONICS ด้วยหรือไม่) บทเรียนจากการ “ขายของเก่ากิน” ในยุคผ่องถ่ายจากระบบภาพของ VDO HIFI เทป เป็น แผ่นภาพ LASER DISC (LD) และจาก LD เป็น DVD ปัจจุบันล่าสุดจาก DVD เป็น Bluray กี่ตลบแล้วที่พวกเขาปัดฝุ่น(นิดหน่อย)ขายของเก่ากิน แน่นอน จะยิ่งหวานโอชา(อีกครั้ง) ถ้าจะขาย Bluray 3 มิติด้วย หลังจากความพยายามปลุกกระแสภาพความละเอียดสูง(HD) จากแผ่น Bluray(BD) ไม่เป็นไปตรงตามเป้า ตกเป้าทั้งผู้ผลิตเครื่องเล่น BD และค่ายภาพยนตร์(ซึ่งปัจจุบัน กว่าครึ่ง ก็คือเจ้าของเดียวกันทั้งคนผลิตเครื่องและค่ายภาพยนตร์) เพราะเอาเข้าจริง ภาพ HD จากแผ่น BD ก็ไม่ได้ทิ้งขาดภาพจาก DVD เมื่อเล่นด้วยเครื่องเล่น DVD คุณภาพปานกลางถึงดี กับจอ LCD, PLASMA สมัยใหม่ที่มีวงจรช่วยเพิ่มคุณภาพของภาพจนเกือบล้นเหลือ การพยายามสร้างกระแส 3D จิงมิใช่อะไรอื่น นอกจากการดิ้นรนสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เครื่องเล่น DVD และ BD กับจอ LCD, PLASMA ที่แข่งกันหั่นราคารายเดือนจนแทบไม่เหลือกำไร และในแง่ค่ายภาพยนตร์ก็ได้ ขายของเก่า ซากศพเก่าๆกินอีกครั้ง โดยการนำภาพยนตร์ 2 มิติปกติเก่ามาผ่าน “เครื่องแปลง 3D จาก 2D” แล้วปั๊มแผ่น BD ที่เลือกดูปกติ 2D ก็ได้ หรือ 3D ก็ได้ออกมาขายกิน “อีกครั้ง” (พวกค่ายภาพยนตร์คงต้องรีบหน่อย เพราะเครื่องเล่น BD รุ่นล่าสุดที่โฆษณาว่าดู 3D ได้ ไม่ช้าจะต้องมีวงจรแปลงภาพ 2D เป็น 3D มาเช่นกัน เพราะจอ LCD, PLASMA ที่โฆษณาว่าดู 3D ได้ ก็มีวงจรนี้มาด้วยแล้ว อาจไม่ดีเท่าเครื่องแปลงระดับอาชีพหลายๆแสนบาท แต่มันก็น่าจะลดกระแสการซื้อภาพยนตร์ซ้ำเรื่องในรูป BD(3/2D) ที่ค่ายภาพยนตร์จะปั๊มออกมาได้ นอกจากค่ายภาพยนตร์จะลงทุน REMASTER คือแก้ไขปรับปรุงคุณภาพต้นฉบับให้ดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด แล้วออกขายเฉพาะรูปแบบแผ่น BD(3/2D) แต่จะใจแข็งละเลยตลาดผู้เล่น DVD ที่มีหลายสิบล้าน หรือเป้นร้อยๆล้านคนโดนไม่ปั๊มแผ่น DVD(ที่ REMASTER)ออกมาหรือ เผลอๆยอกขาย(เม็ดเงิน)มากกว่าตลาด BD มากมายนัก

       ดูเหมือนว่า ใครๆก็เล็งจะกอบโกยจากการปลุกตลาดภาพยนตร์ 3D กันทั้งนั้น แต่...ช้าก่อน พวกเขาเข้าใจคำว่า ภาพ 3 มิติ กันแค่ไหน สิ่งที่พวกเขากำลังทำกันอยู่ไม่ได้กำลัง “หลอก” ผู้บริโภคหรือ พวกเขาโง่เองหรือแกล้งโง่

       ภาพ 3 มิติที่ถุกต้อง ต้องเทียบเคียงได้กับ สิ่งที่ตามนุษย์มองเห็นหรือรับรู้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผิดไปจากนี้ ไม่สมควรเรียกว่า ภาพ 3 มิติ

       นั่นคือ ภาพ 3 มิติที่ถูกต้อง จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติต่อไปนี้

1. วัตถุต่างๆทุกชิ้นในภาพจะต้องมี “ทรวดทรง” มีความโค้งเว้ามีมวล ไม่ใช่เหมือนแผ่นกระดาน(โปสเตอร์) อย่างที่เกิดกับภาพยนตร์ 3 มิติที่ฉายกันอยู่หรือรูปแบบแผ่น BD ขายกันอยู่ ซึ่งเป็นแค่ แผ่นโปสเตอร์ที่ลอยออกมา แต่ไร้ทรวดทรง(ถ้าเป็นภาพยนตร์การ์ตูน จะใช้แลง, เงาของวัตถุในการหลอกตาเหมือนมีทรวดทรง แต่จริงๆไม่มี ลองหลับตาดูข้างหนึ่ง จะเห็นว่า วัตถุนั้นถอยจนติดฉากหลัง แต่วัตถุก็จะยังแบนเหมือนตอนดู 2 ตา 3 มิติ

       ภาพยนตร์ 3 มิติทุกเรื่อง ไม่ว่าเป็นระบบใดที่ฉายกันอยู่ เป็นโปสเตอร์ลอยตัวทั้งนั้น เป็นแต่ว่าเรื่อง AVATAR ผู้สร้างซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วย ฉลาดในการกวาดมุมกล้องตลอดเวลา และใช้แสงเงาช่วยสร้างทรวดทรงหลอก อย่างการ์ตูร MONSTERS VS ALIENS ยิ่งแบนลอยสนิท(วงจรแปลงภาพ 2D เป็น 3D ที่มากับทีวี LCD บางยี่ห้อก็เป็นเหมือนกัน) รวมทั้ง ภาพยนตร์สาธิตต่างๆที่ค่ายทีวีจอ LCD, PLASMA นำมาฉายให้ดูก็เป็นแค่ โปสเตอร์ลอยออกมา

2. วัตถุทุกชิ้นในภาพ ต้องต่างมีลำดับไกลใกล้ ตื้น-ลึกต่างกันไป ไล่เรียงกันไปจากหน้าไปหลัง(มี PERSPECTIVE) ซึ่งภาพยนตร์ 3 มิติที่ฉายๆกัน(รวมทั้งแผ่น DVD, BD) แทบไม่มีสิ่งนี้เลย วัตถุต่างๆ 80% ในภาพที่เป็นฉากหลัง จะแบนติดฉากหลังเสมอกันไปหมด ไม่ไล่เป็นลำดับชั้นจากหน้าไปหลัง

3. วัตถุที่ปรากฏลอยออกมาจะชัดได้ในช่วงระยะสั้นๆหนึ่ง คือถ้าอยู่ไกลไปกว่านี้ มันจะแบนติดฉากหลัง และถ้าอยู่ใกล้เข้ามามากหน่อย มันจะเบลอกลายเป็น 2 ภาพเหลื่อมกัน จะเห็นว่าช่วงชัดลอยสั้นมาก(DEPTH PF FIELD สั้นมาก) สิ่งนี้ที่ทำให้ดูนาๆเกิดอาการเมา คลื่นไส้ อาเจียนได้(มีชื่อทางการแพทย์ด้วย)

ขอย้ำว่า ทั้ง 3 อาการ เกิดกับภาพยนตร์ 3 มิติ “ทุกระบบ” ที่เคยทำกันมา ไม่ว่าระบบแว่น 2 สี(แดง/น้ำเงิน), ระบบโปลาไลซ์, ระบบปิด-เปิดตาซ้าย-ขวาสลับกัน(ACTIVE SHUTTER), ระบบแปลง 2D เป็น 3D

อนาคต 3D ผู้เขียนมั่นใจว่าปัญหาข้างเคียงทั้ง 3 นี้ “แก้ไม่ได้” และจะทำให้ระบบ 3D เสื่อมความนิยม(อีกครั้ง) อย่างรวมเร็ว อาจจะเหมาะกับภาพยนตร์ประเภทท่องเที่ยว, สารคดี ที่การเคลื่อนไหนไม่เร็วนักและมักเป็นมองมุมกว้าง ผ่านแล้วผ่านเลย ผู้ถ่ายทำพอจะกำหนดองค์ประกอบในภาพได้ไม่ยาก ไม่ซับซ้อนนัก ส่วนกรณีมิวสิควิดิโอประเภทการแสดงบนเวทีที่องค์ประกอบฉากค่อนข้างตายตัวนิ่งอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง ไม่ควรใช้ 3D เพราะผู้ดูจะยิ่งจับประเด็นภาพแบนโปสเตอร์ลอยออกมา และดูฝืนความรู้สึก(คนดูคงไม่สนุกที่จะเห็นนักร้องโปรดของเขา แบนเป็นโปสเตอร์ลอยอยู่กลางเวที!)

ทางเลือกที่ดีกว่า(แต่ไม่ทำกัน)

       ทางเลือกที่น่าจะเข้าท่ากว่าและยั่งยืนกว่าคือการพยายามบันทึกลงแผ่น BD ในระบบ HD โดยไม่มีการย่นย่อสัญญาณเลย(LINEAR) อย่าลืมว่า ความจุของแผ่น BD เองก็ค่อนข้างมหาศาลอยู่แล้ว ยิ่งล่าสุดได้ข่าวว่า สามารถเพิ่มเป็น 2 เท่าได้ ก็เท่ากับว่า 1 แผ่น BD ได้กว่า 100 GB ถ้าภาพ(ไม่ย่อ)ออกมาดูแล้วอาจช๊อคกันเป็นแถว อาจจะเพิ่มเป็น 2 แผ่น BD ก็ไม่แปลก(หน่วยความจำ SD การ์ดล่าสุด SDXC ว่ากันว่า ไปถึง 1000 GB(1 TERABITE) กันแล้ว แล้วจะมาย่อสัญญาณกันทำไม! ในงานโชว์ระบบภาพครั้งหนึ่งที่เมืองนอก มีการฉายหนังที่ตอนถ่ายทำใช้กรอบภาพถึงเท่าตัวจาก 24 กรอบเป็น 48 กรอบ(ตอนถ่ายทำ ไม่ใช่เอา 24 ภาพมาสร้างซ้ำเบิ้ลเป็น 48 ภาพทีหลัง) ปรากฏว่า เล่นเอาคนดุผงะ ภาพที่ได้เหมืองมองของจริงจากหน้าต่าง ผู้เขียนเองเคยดูแผ่นทดสอบภาพของญี่ปุ่น ไล่จากจำนวนกรอบภาพต่ำกว่า 24 กรอบต่อวินาทีแล้วมากขึ้นๆเป็น 48 เป็น 72 กรอบต่อวินาที ปรากฏว่า ยิ่งกรอบมาก ภาพยิ่งมีทรวดทรงดีขึ้นๆ

       นอกจากนั้น คุณภาพของจอ ของกล้องถ่าย ของเครื่องเล่น ต่างก็มีผลต่อภาพที่ได้ว่าจะดูมีทรวดทรง หลุดลอยออกมา หรือแบนติดจอ(เรากำลังพูดถึงระบบ 2 มิติธรรมดา)

       สมัยเด็ก(อายุ 12-13 ขวบ) ผู้เขียนได้ดูทีวีจอแก้วขาวดำ 25 นิ้วที่บ้าน(ยี่ห้อ DUMONT ของอเมริกา เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วถือว่า เป็นทีวีที่ดีที่สุด แพงที่สุดในโลก ราคา 18,000 บาท(ขณะที่รถเบนซ์ 190 ราคา 90,000 บาท บ้านเดี่ยว 50 ตารางวาในกรุงแถวเพลินจิต ราคา 100,000 บาท) ภาพที่ได้มีทรวดทรงดีมาก ยิ่งการ์ตูน(แบบใช้หุ่น) เรื่องกัปตัน?(หนังอวกาศ) ตัวการ์ตูนยังกับเอาตุ๊กตามาวางอยู่ในตู้ทีวีเลย หรือทีวีสี 29 นิ้ว LUMOPHONE ของเยอรมัน(ให้ GRUNDIG ทำให้) เป็นทีวีจอแก้วโค้งนูน เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว ราคาเกือบ 3 หมื่นบาท(ข้าวมันไก่ข้างถนนราคา 10 บาท) ภาพที่ได้มิติดีมาก ทรวดทรงดีมาก น้องๆ 3 มิติกันเลย น่าอนาถมากที่ภายหลังมีการสร้างกระแส(โง่ๆ พูดความจริงครึ่งเดียว) ว่า ทีวีต้องจอแบน เพื่อลดการสะท้อนแสงจากภายนอก(ทั้งๆที่การใช้งานจริงก็ไม่ควรให้มีแสงจากภายนอกไปเลียจอทีวีอยู่แล้ว ไม่ว่าจอแบน จอนูน) ทำให้ต้องมีการใช้วงจร “ดัดการกวาดเส้นภาพ” เพื่อแก้การกวาดลำแสงอิเล็คตรอนจากปืนยิงที่ตูดจอ(ที่ออกมาแนวโค้งตามจอ) วงจรนี้ได้ทำลายทรวดทรง มิติภาพ ความตื้นลึกลำดับชั้นอย่างสิ้นเชิง ผลคือ ตั้งแต่นั้นมา ผู้ผลิตทีวีทุกค่ายต่างก็หันมาโหนกระแสทีวีจอแบน ภาพแบบ 3 มิติจึงสูญพันธ์ไปเลย(คนละประเด็นกับจอแผ่น LCD, PLASMA ในปัจจุบัน ที่การสร้างภาพไม่ได้เป็นการยิงเป็นลำของอีเล๊คตรอนแบบหลอดแก้ว CRT เก่า ไม่ต้องใช้วงจร “ดัดลำอิเล็คตรอน”)

       เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว สมัยสงครามเวียดนาม คงจำกันได้ถึงทีวีจอแก้วโค้งนูน 14 นิ้วของ PHILIPS และ FUNAI ภาพดีมากยังกับ 3 มิติเลย ต่อมามี 18 นิ้วเป็นตู้ไม่มีขาตั้งของ HITACHI ภาพก็ยังพอเป็น 3 มิติ แม้จะสู้ 2 รุ่น 14 นิ้วนั้นไม่ได้

www.maitreeav.com

www.maitreeav.com
สำนักงาน : 313/129 ซ. เคหะร่มเกล้า 64 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520
โทร. 081-5500269 , 099-569-6459